กาแฟดีแคฟคืออะไร และเหมาะกับคนกลุ่มไหนบ้าง

  • 0 Replies
  • 168 Views
          การดื่มกาแฟเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนะครับ หลายอย่าอาจจะด้วยเรื่องของการต้องการความสดชื่น สมองปลอดโปร่งให้พร้อมกับการทำงาน เนื่องจากว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มากด้วยรสชาติและกลิ่นที่มีความโดดเด่น รวมถึงสรรพคุณช่วยกระตุ้นร่างกายให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่สารคาเฟอีนจากการดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ กาแฟดีแคฟ หรืออีกชื่อหนึ่งที่ว่ากาแฟคาเฟอีนต่ำจึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการจำกัดปริมาณคาเฟอีน
ดีแคฟ ย่อมาจาก Decafeiented หรือ Decaf coffee ใช้เรียกกาแฟที่ผ่านกระบวนการสกัดเอาคาเฟอีนออกจนเหลือปริมาณเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจใช้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรสชาติกาแฟแต่ต้องการควบคุมปริมาณคาเฟอีน อย่างผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิด รวมทั้งผู้ที่ดื่มกาแฟหลายแก้วต่อวัน ให้สามารถดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟได้ โดยผู้ที่มีความเหมาะสมสำหรับกาแฟดีแคฟ อาจจะมีกลุ่มที่เหมาะ ดังนี้
          ผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากคาเฟอีนอาจกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบหรือรุนแรงขึ้นได้ โดยโรคหรือภาวะผิดปกติที่ควรเลี่ยงหรือลดคาเฟอีน เช่น โรคเกี่ยวกับการนอนหลับ โรคไมเกรนหรือโรคปวดหัวเรื้อรังชนิดอื่น โรควิตกกังวล โรคกรดไหลย้อน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ภาวะความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีแผลในกระเพาะ เป็นต้น
          ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาโรค คาเฟอีนและยารักษาโรคบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาต่อกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือส่งผลให้ยาไม่สามารถออกฤทธิ์รักษาได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มยากระตุ้นที่ออกฤทธิ์เร่งการทำงานของระบบประสาท กลุ่มยาปฏิชีวนะ และกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด
          เด็กและสตรีมีตั้งครรภ์ทารก เด็ก และหญิงตั้งครรภ์ควรจำกัดการดื่มกาแฟหรือการรับคาเฟอีนในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากอาจส่งผลต่อเด็กหรือทารกในครรภ์ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากคาเฟอีนขณะตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ยังรวมถึงคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรเนื่องจากคาเฟอีนอาจเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผ่านน้ำนมไปยังทารกได้
          กาแฟดีแคฟและกาแฟปกตินั้นมีคาเฟอีนเหมือนกัน เพียงแต่ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟดีแคฟจะต่ำกว่ามาก ผลกระทบที่อาจได้รับจากการดื่มจึงลดลงตามไปด้วย ทั้งกาแฟปกติหรือกาแฟคาเฟอีนต่ำหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมย่อมปลอดภัยต่อร่างกาย ในทางตรงกันข้ามหากรับประทานมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน สำหรับปริมาณที่มากเกินไปในที่นี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยบางส่วนที่พบว่าคาเฟอีนอาจเพิ่มความเสี่ยงจากโรคนอนไม่หลับ โรควิตกกังวล รวมทั้งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างปวดศีรษะ หน้ามืด กระสับกระส่าย หรือตัวสั่นได้หลังดื่มกาแฟ
ในวันนี้ เราก็ได้รู้จักกับกาแฟเพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่งแล้วนะครับ นั่นก็คือเรารู้จักว่า กาแฟดีแคฟ คือ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะครับ เพื่อประโยชน์สูงสุดจากการรับประทานกาแฟควรบริโภคโดยหลีกเลี่ยงการผสมน้ำตาลหรือครีมเทียมเพิ่ม เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน ภาวะไขมันสูง ภาวะน้ำตาลสูง และโรคอื่น ๆ ได้
          สุดท้ายนี้ คนทั่วไปควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่า กาแฟปกติ 1-2 แก้ว โดยกาแฟ 1 แก้วอาจมีคาเฟอีนประมาณ 150 มิลลิกรัม แต่ก็อาจแตกต่างกันไปตามชนิดกาแฟ กรรมวิธีการผลิต และวิธีการชง